Kernel 2.6.23 & xen
ตั้งแต่ kernel 2.6.13 xen ถูกรวมเข้ามาแล้วใน kernel นะครับ ใครที่ใช้ xen-sources เปลี่ยนมาใช้ได้เลย
> Go to “Processor type and features” - then enable “Paravirtualization
> support (EXPERIMENTAL)”, you’ll get a new option called “Enable
> support for Xen hypervisor”.
http://www.ussg.iu.edu/hypermail/linux/kernel/0707.3/3472.html
traceroute in windows
tracert
tracetcp : http://tracetcp.sourceforge.net
ประเทศไทย เมื่อไหร่จะโต
ประเทศไทย เมื่อไหร่จะโต
โดย บุญเกียรติ ชีวะตระกูลกิจ e-mail : bcheewatragoongit@yahoo.com
ท่านผู้อ่านรู้สึกไหมว่านับวันประเทศไทยจะเป็น “ผู้ใหญ่” น้อยลง
เป็นผู้ใหญ่น้อยลงชนิด “พร้อมใจกัน” แทบทุกอณูของชาติ ดังที่ผู้เขียนจะจาระไนต่อไปนี้
“สื่อ” - ขาดความเป็นมืออาชีพ มองประโยชน์ส่วนตนมากกว่าประโยชน์ในองค์รวมเน้นการหาข่าว ขายข่าวมากเกินงาม ป้อนคำถามให้กับบุคคลสาธารณะในลักษณะยุให้รำตำให้รั่ว นำความเห็นของคนหนึ่งที่ตนสัมภาษณ์ไปถามอีกคนที่เป็นคู่กรณี โดยรู้แน่ๆ ว่าคนถูกถามจะต้องไม่พอใจอย่างยิ่ง แล้วก็นำเสนอต่อสังคม (หน้าตาเฉย)
ผู้เขียนพูดตรงเกินไปหรือไม่ไม่ทราบ แต่เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ทั่วไปทุกเมื่อเชื่อวันในบ้านเมืองเรา
สื่อบางรายป้อนคำถามเพลินจนไม่น่าให้อภัย อย่างกรณีไปถามคุณสมิทธิ์ ธรรมสโรช ที่ออกมาเตือนเรื่องน้ำทะเลจะท่วมกรุงเทพฯ ซึ่งกทม.คงต้องวางแผนป้องกันด้วยการสร้างเขื่อนมูลค่าเป็นแสนล้านบาท ว่าท่านจะเอาเงินมาจากไหน?
ผู้สื่อข่าวท่านนั้นคงนึกว่าตนกำลังนั่งฟังนักการเมืองฟุ้งเรื่องนโยบายประชานิยม (กว่า) อยู่กระมังจึงถามไปเช่นนั้น ทั้งที่เรื่องดังกล่าวผู้ให้ข้อมูลกำลังบอกข้อเท็จจริงด้วยความห่วงใยกับปัญหาอันเป็นส่วนรวม
ไม่ใช่เรื่องของนักเลือกตั้งที่กำลังหาเสียง!
“นักการเมือง” - เด็กลงจนน่าตกใจ หลักฐานก็คือการลอกนโยบาย ลอกวิธีการหาเสียง เหมือนนักเรียนโค่งลอกการบ้านเพื่อนส่งครูอย่างไรอย่างนั้น เมื่อลอกแล้วกลัวจะดูไม่ดีก็ไปต่อเติมเสริมแต่งจนครูจับได้ว่าหมอนี่ไม่รู้จริง เข้าทำนองเด็กประถมที่จำขี้ปากเพื่อนไปตอบข้อสอบว่า “ทับทิมพม่าดีที่สุดในโลก” ครั้นเห็นประโยคสั้นไป จึงเพิ่มอีก 1 วลีว่า “หวานกรอบอร่อยมาก”
เพื่อนๆ ฮาตรึมกันทั้งห้อง เมื่อรู้ว่าคำตอบเป็น “ผลไม้” ไม่ใช่ “อัญมณี”!
นักการเมืองไทยวันนี้ แค่ข้อหา “คิดเองไม่เป็น” ก็ทำให้ดูเด็กมากแล้ว นี่ยังไม่นับเรื่องจับขั้ว แบ่งก๊วน บลั๊ฟกันไปมา จนดูเละเทะกันทั้งองคาพยพ
เห็นแล้วชวนหดหู่อย่างไรบอกไม่ถูก
“นักวิชาการ” - วงการนี้โตถดถอยชนิด “รูดมหาราช” อย่างน่าตกใจ หลายท่านผันตัวเองเข้าไปรับใช้ “ผู้มีอำนาจ” โดยไม่แคร์ว่า “อำนาจนั้น” ได้มาอย่างไร ประเทศในองค์ใหญ่จะบอบช้ำแค่ไหนคนเหล่านี้มิได้ยี่หระ ขอเพียงตนได้เสวยประโยชน์จากตำแหน่งแลเศษวาสนาบารมีที่เขาโยงมาให้บ้างก็พอใจแล้ว
มืออาชีพอย่างท่านอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ที่กล้ายืนหยัดอยู่บนจุดที่ถูกต้องสมเหตุสมผลมิให้เห็นนับหัวได้ ที่ออกมาให้สัมภาษณ์ไตรมาสละหน แล้วหนังสือพิมพ์เอาไปพาดหัวตัวไม้นั้น
ดูเป็นตัวตลกเข้าไปทุกวัน
“รัฐบาล”-อันนี้หนักที่สุด ไปไหนไม่ถูกตลอดขวบปีที่บริหารบ้านเมืองมา ด้วยว่าขาดทักษะด้าน “การจัดการ” การเป็นรัฐบาลเฉพาะกิจก็ยิ่งทำให้มีข้อแก้ตัวที่ดี (Good Excuse) กล่าวคือ อะไรที่เสียหายก็โยนให้รัฐบาลที่แล้วรับไป อะไรที่ทำไม่เป็นก็บอกให้รอรัฐบาลที่กำลังจะมาถึงในอีก 2 เดือนข้างหน้า จะหาเงินเข้ารัฐ (เช่นจากการออกหวยบนดิน) ก็ยังกลัวว่าจะทำผิดจริยธรรม
จุดอ่อนอันใหญ่หลวงของประเทศสยามนามประเทืองว่าเมืองทองก็คือ การจุดกระแสจนกลายเป็นความเชื่อฤๅวัฒนธรรมประจำชาติไปแล้วว่า การใดๆ ที่รัฐเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับ “พ่อค้า” หรือ “ธุรกิจเอกชน” ถือเป็นสิ่งเลวร้าย เป็นผลประโยชน์ทับซ้อน
การบริหารกิจการจนเติบโต เจริญรุ่งเรือง เป็นเรื่องของพวก “ทุนนิยมสามานย์”
รัฐบาลที่เกิดจากการเลือกตั้งวันที่ 23 ธันวาคมนี้ มีแนวโน้มสูงที่จะ “ลอยตัว” อยู่ห่างจากภาคธุรกิจ ด้วยเกรงว่าจะเป็นการเอื้อประโยชน์ให้พ่อค้านายทุน ทั้งที่การบริหารชาติบ้านเมืองก็คือการบริหารกิจการทั้งปวงในชาติบ้านเมืองนั้นนั่นเอง
ธุรกิจในประเทศร่ำรวยขึ้น จึงจะเรียกว่าประเทศมีฐานะที่ดีขึ้น
ผู้คนในประเทศมีอำนาจการซื้อ จึงจะเรียกว่าประเทศมีความเข้มแข็ง
วิธีคิด ในการจัดการประเทศดังกล่าวมาข้างต้นได้ทำให้ประเทศไทยของเราโตไม่เป็นกับเขาเสียที
“สมาชิกอื่นๆ ในสังคม”- เช่น ศิลปิน ดารา นักเรียน นักศึกษา ต่างก็พากันโตน้อยลงเป็นทิวแถว มีแต่เรื่องงานหน้า อาทิ….ตบตีแย่งผัวแย่งเมียกัน ตั้งก๊วนตั้งแก๊ง เป็น “เด็กแว้น” เป็น “สก๊อย” ว่ากันให้เปรอะไปหมด!
เรื่องที่หนักกว่าอะไรทั้งปวงกลับเป็นว่าวันนี้สังคมไทยคิดเองไม่เป็น ใครจะเป็นคนดีหรือเลวไม่ได้เกิดจากการกระทำของเขา หากอยู่ที่มีผู้มากวาสนาบารมีออกมาช่วยรับรอง เช่น “นาย ก.เป็นคนดี บริสุทธิ์ 100 เปอร์เซ็นต์”…. “นาย ข. เป็นคนเลว โกงทั้งโคตร” ฯลฯ
และเจ้ากรรม….คนไทย (จำนวนมาก) ก็พลอยเชื่อตามนั้นเสียด้วย!
ท่าน “ชยสาโร” นักบวชชาวอังกฤษศิษย์พระอาจารย์ “ชา สุภัทโท” ได้ตอบคำถามชาวตะวันตกว่าเหตุที่ท่านพลิกผันตัวเองเข้ามาอยู่ภายใต้บวรพุทธศาสนาก็เพราะศาสนาพุทธสอนให้ท่าน “คิด” ได้เองอย่างมีเหตุมีผล ต่างจากศาสนาอื่นที่สอนให้ศาสนิก “เชื่อ” ในสิ่งที่กำหนดไว้
สังคมไทยที่ “คิดเองไม่เป็น” จึงเป็นสังคมที่ “เสียเที่ยว” ทั้งที่มีศาสนาพุทธเป็นศาสนาหลักประจำชาติ
ใครจะว่าอย่างไรก็ว่าเถิด ผู้เขียนขอบันทึก “ความรู้สึก” ที่มีต่อบ้านเมืองของเราในช่วงพุทธศักราช 2548-2550 เอาไว้เพื่อให้ลูกหลานได้รับรู้ว่า ครั้งหนึ่งสังคมไทยเคยถูก “รู้สึก” แย่เอามากๆ ถึงเพียงนี้